ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ตำนานโหร
dot
bulletประวัติการก่อตั้งตำนานโหร
bulletประวัติปรมาจารย์ทาง ๑๐ ลัคนา
bulletสิทธิและหน้าที่ของสมาชิก สมาคมโหราจารย์
dot
บทความน่าสนใจ
dot
bulletโหราสาดเรียนรู้โดยไม่ต้องถาม(สีดิน)
bulletระยะดวงจันทร์ (Moon Phase)
bulletหลักการตั้งชื่ออย่างง่าย
bulletเสวนาเรื่อง ถอดรหัสดวงเมือง ดวงคนและฮวงจุ้ย ปีวัวพันหลัก
bulletฤกษ์ โดย Neemo
bulletพฤหัตชาฎก
dot
สาระน่ารู้-ข่าวและกิจกรรม
dot
bulletงานรับพระราชทานเหรียญที่ระลึก
bulletภาพงานอบรมเดือนสิงหาคม 2551 ตึกตำนานโหร
bulletภาพงานพยากรณ์ทัวร์ทั่วประเทศไทย กับ บรีส
bulletงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติครั้งที่12 (โลกทิพย์)
bulletงานพยากรณ์ ณ โรงแรมราชพฤกษ์ จ.พิษณุโลก
bulletภาพรายการ Granny Secrets เรื่องการทำอาหารไทย-โบราณ โดยคุณรักพร
bulletงานพยากรณ์ ณ โรงแรมอนันตรา หัวหิน
bulletงานพยากรณ์ ณ โรงแรมมณเฑียรริเวอร์ไซด์
bulletภาพบรรยายฮวงจุ๊ย ณ ธนาคารไทยพาณิชย์
bulletภาพมหกรรมพยากรณ์@UNION MALL
bulletภาพงานไหว้ครู
dot
เวปเพื่อนบ้าน
dot
bulletyahoo.com
bullethotmail.com
bulletGoogle Search
bullet10luckastro.com
bullettiantek.com
bullethorawej.com
bulletnavy.mi.th (เวลาดวงอาทิตย์ขึ้น-ตก)
dot
สมัครรับข่าวสาร

dot


ยูเนี่ยนมอลล์ ลาดพร้าว ซ.1 ชั้น F2  รับพยากรณ์ดวงชะตา-ขายหนังสือโหราศาสตร์-ขายวัตถุมงคลของจีน และสอนโหราศาสตร์ไทย 10 ลัคนา

เว็ปนี้เป็นเว็ปเพื่อการศึกษาค้นคว้าวิชาการโหราศาสตร์และวิชาการพยากรณ์อื่น ๆ ทุกสาขา

โหราเวสม์


เมื่อพระเสาร์(๗) ย้ายราศี ดีหรือร้าย article

เมื่อพระเสาร์(๗) ย้ายราศี ดีหรือร้าย

                                                                                ซินแสทวิณัฐ  คำพันธ์

Zodiacsigns888@hotmail.com

                เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 50  ที่ผ่านมา นักโหราศาสตร์หลายท่านต่างรู้ดีว่า วันดังกล่าวเป็นวันที่ดาวเสาร์(๗)ย้ายจากราศีกรกฎ เข้าสู่ราศีสิงห์อย่างเต็มตัวแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้แผลงฤทธิ์กระทบต่อดวงเมือง และดวงชะตาบุคคลที่เกิดในราศีกรกฎ  ราศีตุลย์ ราศีมังกร และราศีเมษอ่วมอรทัยไปตามๆกันแล้วถ้วนหน้า

ที่ผ่านมาในระหว่างที่ดาวเสาร์(๗)สถิตในราศีกรกฎ มีตำแหน่งดาวมาตรฐานเป็นประ มาตั้งแต่29 มิ.ย.48 ที่ผ่านมา และเพิ่งย้ายออกจากราศีกรกฎในช่วง 10 ส.ค. ที่ผ่านมา คุณผู้อ่านหลายๆท่าน คงได้รับอิทธิพลจากดาวเสาร์(๗)มาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย บางท่านก็เกิดสภาวะความเครียด ความกดดันอย่างหนัก มีปัญหาชีวิตขั้นรุนแรง บ้านแตกสาแหรกขาด ป่วยหนัก เกิดอุบัติเหตุ ผ่าตัด รักคุด คนที่เคยรักและเข้าใจกันอยู่ดีๆ ก็แยกจากกันไปเสียเฉยๆแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เหม็นเอาหน้ากันเสียดื้อๆ บางท่านก็มีปัญหาเรื่องการงาน ตัดสินใจออกจากงานเพราะเกิดเบื่อหน่ายเอาเสียดื้อๆ นี่คืออิทธิพลอันได้รับผลมาจากดาวเสาร์(๗)เข้าสถิตทาบทับดวงชะตา

แต่ในแง่ของดวงบ้านเมือง สรุปง่ายๆที่ผ่านมา ก็หนักไม่เบา เพราะพระจันทร์(๒) ในพื้นดวงเดิมของประเทศ ถูกดาวเสาร์(๗) ทาบทับ เป็นที่สังเกตว่าตั้งแต่กลางปี 49(ประมาณกลางเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม) ที่ผ่านมา เศรษฐกิจบ้านเราก็เข้าสภาวะชะลอตัวอย่างหนัก เพราะดาวเสาร์(๗)ส่งอิทธิพลกระทบต่อดวงเมืองอย่างมาก การที่ดาวเสาร์(๗)ทับภพที่ 4 ของดวงเมือง มีผลทำให้สภาวะความเป็นอยู่ของประชาชน ได้ยากแสนเข็ญ  กิจการต่างๆที่เคยรุ่งเรืองพลอยซบเซา ทยอยปิดกิจการไปมากมาย ทั้งยังมีภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ดาวเสาร์(๗)โคจรถอยหลัง สภาวะอากาศในบ้านในเมืองเราก็แปรปรวนวิปริตอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ในขณะที่อีกทางซีกโลกหนึ่ง ภายหลังจากที่ดาวเสาร์(๗)ย้ายไปสถิตในราศีสิงห์ไม่นานนัก  ในวันที่ 16 ส.ค. กรุงลิม่า ประเทศเปรู ได้ประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติขั้นร้ายแรง คือแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ 8.0 ริกเตอร์เมืองทั้งเมืองราบเป็นหน้ากลอง เมืองไทยเราก็ใช่ย่อย เรือที่ข้ามไปทำพิธีปลุกเสกจตุคาม เกิดอับปางกลางทะเลที่เกาะพีพี แต่มีผู้รอดชีวิตราวปฏิหาริย์กว่า 34 คน

ย้อนอดีตกลับไปในช่วงที่ผ่านมา มีอุบัติภัยทางน้ำเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรือข้ามฟากระหว่างเกาะสมุยล่ม มีผู้เสียชีวิต และ บาดเจ็บมากมาย อุบัติเหตุเแพขนานยนต์ของพี่น้องมุสลิมล่มในเทศกาลถือศีลอดที่ จ.พระนครศรีอยุธยา อุบัติภัยน้ำป่าถล่มในจังหวัดภาคเหนือ ภาคใต้ และ ที่ราบลุ่มภาคกลาง ภัยจากคลื่นลมรุนแรงในทะเลอันดามัน และอ่าวไทย ภัยจากกระแสน้ำกัดเซาะแผ่นดินริมชายฝั่ง ทำให้แผ่นดินบางส่วนถูกกัดเซาะหายไป น้ำเสียที่ถูกปล่อยลงจากโรงงานริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถูกปล่อยทิ้งลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ปลาและสัตว์น้ำที่เลี้ยงไว้ในกระชังตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยาตายเป็นเบื่อเพราะได้รับสารพิษ

และล่าสุดเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ มีเรือน้ำมันอัปปางน้ำมันกระจายลอยเต็มทะเล จ.ชลบุรี ปลาและสัตว์น้ำในทะเลตายเป็นเบือ ชาวประมงได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่เกิดจากฤทธิ์พระเสาร์(๗) หากถามว่าเหตุใดพระเสาร์(๗)จึงให้โทษอย่างรุนแรง เมื่อไปสถิตในราศีกรกฎ คงต้องย้อนกลับไปดูว่า พระเสาร์(๗)มีธาตุประจำราศีเป็นธาตุไฟสุมขอน หรือ ไฟที่ค่อยๆลุกไหม้ เมื่อมาอยู่ในราศีกรกฎที่เป็นราศีแม่ธาตุน้ำ ทำให้เวลาเกิดโทษจึงส่งผลในแง่ทำลายล้างตามพลังธาตุ แต่ตำแหน่งพระเสาร์(๗)ที่เข้าสถิตในราศีกรกฎนั้นกลับมีตำแหน่งที่ด้อยคุณภาพ คือ มีตำแหน่งดาวมาตรฐานเป็น “ประ” ดังนั้นจากที่จะเกิดรุนแรง จึงเกิดในระดับย่อมๆ

โหรฯโบราณท่านกลัวมากในช่วงก่อนที่พระเสาร์(๗)จะย้ายราศี เพราะจะส่งผลกระทบกับดวงชะตามากที่สุด เช่นเดียวกับในช่วงที่พระเสาร์(๗)จรซึ่งมีมุมองศาอยู่ที่ ประมาณ 22 องศากว่าๆ(เดินถอยหลัง) ในช่วงประมาณ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึง พฤษภาคมที่ผ่านมา สภาวะเศรษฐกิจของบ้านเราในช่วงนั้นวุ่นวาย เศรษฐกิจถดถอยอย่างมาก จนแบงค์ชาติต้องออกมาแถลงข่าวปรับลดจีดีพีของประเทศลง และ สภาวะบ้านเมืองในช่วงนั้นเสมือนตกห้วงเหวลึก และตกหลุมอากาศไปพร้อมๆกัน แน่นอนว่าถ้ามองในมุมมองโหราศาสตร์พบว่า เป็นช่วงที่พระเสาร์(๗)จรทับพระจันทร์(๒) ในพื้นดวงเมืองเดิมที่มีมุมองศาอยู่ที่  16 องศากว่าๆ จึงส่งผลที่รุนแรง นี่คืออีกเหตุที่ทำให้ผู้วิเคราะห์มองว่า พระเสาร์(๗)ส่งผลกับดวงเมืองอย่างไร

เป็นที่เห็นได้ชัดว่า หากมองจากดวงเมือง พระเสาร์(๗)ในพื้นดวงเมืองนั้น กุมในภพศุภะของดวงเมือง อันหมายถึง กุมในเรื่องการส่งออก และ การต่างประเทศ แน่นอนว่า เมื่อพระเสาร์(๗)เข้าเกาะกุมพระจันทร์(๒) ในดวงเมือง ปรากฎว่า สภาวะการส่งออกก็ประสบสภาวะชะงักงัน หากจำกันได้ก่อนหน้าที่พระเสาร์(๗)จะย้ายราศีประมาณ 2-3 สัปดาห์ เราก็มีปัญหาในเรื่องการส่งออก เพราะค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว วุ่นวายกันอยู่พักหนึ่ง และในที่สุดรัฐฯก็ต้องออกมาตรการควบคุมค่าเงินบาท และสามารถควบคุมค่าเงินบาทมิให้แข็งค่าได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ราศีกรกฎ เป็นราศีประจำกลุ่มประเทศที่อยู่รายรอบมหาสมุทรอินเดีย พม่า และดินแดนภาคเหนือของไทยที่มีส่วนติดต่อกับพม่า ในช่วงที่ผ่านมาภายหลังจากที่พระเสาร์(๗)ย้ายเข้าสู่ราศีกรกฎได้ไม่นาน ก็เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง และส่วนใหญ่จะไหวในทะเลลึกเสียส่วนมาก โดยเฉพาะรอยเลื่อนที่ติดต่อกับพม่า จะไหวบ่อยครั้ง หากจำกันได้ก็คือ การไหวที่พม่าที่สะเทือนไปทั่วทั้งตัวจ.เชียงใหม่ และมีหลายครั้งที่ไหวรุนแรง รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนได้ในกรุงเทพฯ และมีแผ่นดินไหวหลายครั้งที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อโบราณสถานในเมืองโบราณ เช่น การที่แผ่นดินไหวขนาด 5.3 ริกเตอร์ที่ส่งผลทำให้ยอดพระธาตุดอยสุเทพ ตกลงมาหักพังเสียหาย และยังมีหลายครั้งที่ทำให้โบราณสถานสำคัญ เช่น ที่เจดีย์เก่าที่จ.เชียงรายทรุดลงเสียหาย

คงจะถึงเวลาแล้วที่ต้องหันกลับมามองว่า ภายหลังจากที่พระเสาร์(๗)ย้ายราศีใหม่สู่ราศีสิงห์แล้ว ดวงชะตาของบุคคล และสถานการณ์โลก และประเทศไทยนับแต่จากนี้จะเป็นเช่นไรต่อไป แน่นอนว่า หลังจากที่พระเสาร์(๗)ย้ายราศีไม่นาน ท่านที่เกิดในราศีสิงห์  ราศีธนู  และราศีกุมภ์ คงจะเริ่มมีเหตุอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับชีวิตของคุณบ้างแล้ว

บุรพโหราจารย์สมัยโบราณท่านกล่าวว่า พระเสาร์(๗)เป็นดาวประเภทบาปเคราะห์ ให้แต่โทษไม่มีให้คุณอะไร  ทั้งๆที่เวลาพระเสาร์ให้คุณนั้นกลับทำให้คนที่มีฐานะยาจกกลายเป็นเศรษฐีได้ หรือได้รับทรัพย์สินมรดก หากใครไม่ได้ศึกษาวิชาโหราศาสตร์อย่างถ่องแท้ ก็คงจะพาลทำให้เข้าใจตามคำกล่าวโบราณที่ท่องจำสืบต่อกันมาว่า “ทำนายโทษทุกข์ ให้ทายพระเสาร์(๗)” ผู้เขียนจึงเกิดอุตริ ฉงนว่า เหตุใดพระเสาร์(๗)จึงเป็นเจ้าแห่งความทุกข์ แล้วพระเสาร์(๗)จะให้คุณบ้างไม่ได้เชียวหรือ ดังนั้นจึงต้องใช้ความอุสาหะค้นคว้ามากพอสมควรกว่าจะได้ที่มา และคำตอบหลายๆอย่างที่ทำให้ผู้เขียนงมโข่งมานาน

ไปค้นตำนานเก่าจึงเจอคำตอบว่า เหตุที่พระเสาร์กลายเป็นเจ้าแห่งความทุกข์นั้นก็เพราะ พระเสาร์ท่านเหมือนมีกรรม ถูกผู้หญิงสองคนสาปให้ชะตาต้องชอกช้ำระกำทรวง คนหนึ่งคือชายาของตนเอง และอีกนางหนึ่งคือพระนางปารวตี(อุมาเทวี)

เรื่องมีอยู่ว่า พระเสาร์เป็นบุตรของสุริยะเทพกับนางฉายา บ้างก็ว่าเป็นบุตรของ บาลารามะกับพระนางเรวดี ครั้งหนึ่งพระเสาร์นั่งบำเพ็ญตบะเข้าฌาณนึกถึงพระนารายณ์อยู่ ภริยาของพระเสาร์เมื่อเห็นพระเสาร์วันๆเอาแต่เข้าฌานบำเพ็ญตบะไม่สนใจนาง จึงโกรธแล้วสาปแช่งให้พระเสาร์เมื่อมองใครแล้วขอให้บุคคลผู้นั้นถึงกาลพินาศ

อยู่มาไม่นานนัก ครั้นเมื่อพระอิศวรทรงสร้างพระกุมารเทวะบุตรด้วยเทพฤทธิ์ขึ้น เพื่อให้เป็นกำลังสำคัญในการปราบปรามเหล่าพวกมารและอสูร พระกุมารเทวะบุตรพระองค์นั้นได้นามต่อมาว่า “คเณศกุมาร”

เมื่อคเณศกุมารอายุครบที่จะกระทำพิธีโสกันย์ตามบุราณเทวะประเพณีแล้ว พระอิศวรและพระนางปารวะตี(อุมาเทวี)จึงจัดให้มีพระราชพิธีโสกันต์ขึ้น ในการนี้เมีทพเจ้าทั้งหลาย มาร่วมแสดงความยินดีกับการโสกันต์ของกุมารคเณศมากมาย ซึ่งก็รวมถึงพระเสาร์ด้วย  เทวะเป็นเจ้าองค์อื่นๆต่างเพ่งมองพระพักตร์กุมารคเณศด้วยความชื่นชม พร้อมทั้งตรัสสรรเสริญ ประสาทพรให้

แต่พระเสาร์กลับหาได้มองหน้ากุมารคเณศเหมือนเทวะเป็นเจ้าพระองค์อื่นๆไม่ สร้างความฉงนพระทัยแก่พระนางปารวะตี(อัครชายาในพระอิศวร)เป็นอย่างมาก จึงทรงตรัสถามพระเสาร์ว่า เหตุใดท่านจึงหาได้มองพระพักตร์กุมารคเณศไม่ พระเสาร์จึงเล่าความทั้งสิ้นให้แก่พระนางปารวะตีฟัง แต่พระนางกลับหาได้เชื่อวาจาของพระเสาร์ไม่ แต่กลับสัพยอก คะยั้นคะยอให้พระเสาร์มองพระพักตร์กุมารคเณศให้ได้ โดยในครั้งนี้พระนางปารวะตีทรงให้พระยมเป็นสักขีพยานด้วย

ในทันทีที่พระเสาร์เหลือบมองพระพักตร์กุมารคเณศ ศรีษะของพระกุมารคเณศก็ขาดหายไปในทันที สร้างความตกพระทัยให้กับพระนางปารวะตีและเทวะเป็นเจ้าพระองค์อื่นๆเป็นอย่างมาก พระนางปารวะตีทรงพิโรธพระเสาร์ ถึงกับสาปให้พระเสาร์นั้นกลายเป็นชายแก่ง่อยเปลี้ยเสียขา ให้ถือไม้เท้าเดินค้ำยันตลอดไป

พระเสาร์ต้องเดือดร้อนและทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก จึงไปเข้าเฝ้าพระนารายณ์ แต่พระนารายณ์กลับให้ไปหาพระอิศวรเป็นเจ้า แต่ในตำนานนั้นกลับไม่ได้บอกไว้ว่า สุดท้ายแล้วพระเสาร์กลับมาขาดีเหมือนเดิมหรือเปล่า

เหตุนี้เองที่โหราจารย์แต่ครั้งโบราณจึงตีความว่า “ในยามที่พระเสาร์เสีย คือ เข้าเรือนอริ มรณะ วินาสน์กับดวงชะตาเกิด ให้ระวังโรคที่เกี่ยวกับข้อเข่า กระดูกหัก หรือระวังปวดขา ขาหัก ขาเป๋”จะด้วยเหตุนี้หรือไม่ที่เมื่อแบ่งราศีจักรเป็นแบบกายวิภาคราศีมังกรซึ่งเป็นบ้านของพระเสาร์(๗) ถึงกำหนดให้เป็นอวัยวะส่วน“ข้อหัวเข่า กระดูกต้นขา” ในบางตำนานว่าขาข้างที่พระเสาร์เสียนั้น คือ ขาข้างซ้าย เป็นอันว่าพระเสาร์ซวยสุดๆ ไหนจะถูกชายาสาป แล้วยังมาถูกพระนางปารวะตีสาปอีก เรียกได้ว่า “เจ้าแห่งความทุกข์จริงๆ”

ดังนั้นจึงปรากฏว่า ในวันเสาร์คนโบร่ำโบราณท่านจะไม่กระทำการมงคลใดๆทั้งสิ้น ทั้งการแต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ เปิดห้างร้านกิจการ โกนจุก ตัดเล็บ ตัดผม โบราณก็มีคำกล่าวเป็นเชิงคล้องจองกันว่า “เสาร์ห้ามตัด พฤหัสห้ามถอน”นั่นเอง

จะเหตุนี้หรือไม่ที่คนโบร่ำโบราณกลัวฤทธิ์ของพระเสาร์(๗)มาก ถึงขนาดที่ว่า ใครที่พระเสาร์เข้าเสวยอายุ หรือ พระเสาร์ทับลัคนา(จุดเวลากำเนิด)ต้องทำบุญใหญ่ ปล่อยปลา ปล่อยชีวิตโคกระบือ ห้ามกินปลาไหล ห้ามตีงู ให้ไปอาบน้ำมนต์เจ็ดวัด และให้ถือศีลเป็นนิตย์

ในตำราโหราศาสตร์จักรทีปนีมีกล่าวไว้ว่า ใครก็ตามที่ดวงชะตากำเนิดพระเสาร์(๗)กุมลัคนา “ผู้นั้นมักจะคลอดยากตายด้านออกมา มิเช่นนั้น บ่ ได้ออกที่เรือน ลางทีออกกลางน้ำ กลางหนทาง และริมฝั่ง เมื่อน้อยท่านจะเอาไปเลี้ยง จะจากที่อยู่ ไร้ญาติ ข้างพ่อแลแม่พึ่งไม่ได้ ปลูกตนเอง(สร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตนเอง) ไม่มีที่พึ่ง ได้ทรัพย์ด้วยยาก มักจะมีศัตรู แต่ศัตรูนั้นหาทำอะไรได้ไม่ สบใจท้าวพระยา แลสตรี เจรจาไพเราะ  ทำการเร็วฯลฯ

เหตุที่เชื่อสืบมาเช่นนี้อาจจะเป็นเพราะว่า ดาวเสาร์(๗)เป็นดาวที่เดินช้าที่สุดในระบบโหราศาสตร์โลกโบราณก็เป็นได้ เพราะกว่าจะเคลื่อนจากราศีนึง ไปสู่อีกราศีนึง กินเวลา 2 ปี กับ 6 เดือน (สองปีครึ่ง) และจากการศึกษาของผู้เขียนพบว่า ดาวเสาร์(๗) จะให้โทษแบบซึมลึก คือ ค่อยๆส่งผล เสมือนคนที่เคยสุขภาพดีมาก่อน  มีอาการค่อยๆป่วย เพราะมีเชื้อโรคเข้ามาในร่างกาย นานวันเชื้อโรคสะสมในร่างกายมากเข้า ร่างกายที่เคยสมบูรณ์ก็จะค่อยๆสูบผอมลง และในที่สุดก็ผอมแห้งลงจนเหลือแต่กระดูก สังเกตไม่ยากว่าใครถูกพระเสาร์ให้โทษนั้น ส่วนใหญ่จะหน้าดำ คร่ำเครียด กินไม่ได้ นอนไม่หลับ มีแต่เรื่องทุกข์ใจ หน้าตาหมองคล้ำ หมดราศี ป่วยแบบออดๆแอดๆ อารมณ์ฉุนเฉียว โมโหรุนแรง หรือมีอุบัติเหตุ ล้มหมอนนอนเสื่อจนต้องเข้าโรงพยาบาล หรือ ผ่าตัด

ดังนั้นโหราจารย์ส่วนใหญ่หากเห็นว่าพระเสาร์(๗) เข้ามาเกาะกุมในเรือนสุขภาพ คือ เรือนอริ(เรือนที่ 6)ก็มักจะทำนายว่าคุณจะป่วยหนัก เป็นโรคที่รักษาได้ยาก ดาวเสาร์(๗)ครองอวัยวะส่วนที่เป็นม้าม ซี่โครง กระดูก ผม เล็บ  ข้อต่อ และยังครองอวัยวะส่วนบนของร่างกายอีกด้วย แต่บางท่านอาจจะค้านว่า ดาวเสาร์(๗) ครองอวัยวะตั้งแต่เข่าลงไป เพราะไปดูในหลักของกายวิภาคราศี ตรงนี้ก็ไม่ผิด แต่แน่นอนว่าดาวเสาร์(๗) หากส่งผล จะทำให้ป่วยแบบเรื้อรัง สิ่งที่ต้องระมัดระวังเกี่ยวกับสุขภาพก็คือ โรคปวดตามข้อ ท้องผูก ไตอักเสบ(กรวยไต) หืด ไขมันในกระดูก และควรระมัดระวังในส่วนของอวัยวะที่ขับถ่ายของเสียของร่างกายด้วย

ในแง่เรื่องความรัก ความสัมพันธ์ หากมองในมุมมิติของดาวจะพบว่า ดาวเสาร์(๗)เมื่อไปเจอดาวใดๆ ก็มักจะส่งผลร้ายเสมอ เช่น ดาวศุกร์(๖) พบดาวเสาร์(๗) โบราณทายว่า จะเสียของรัก คนรักพลัดพราก หรือ มีคนตายจาก เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ดาวศุกร์(๖) ในทางโหราศาสตร์ตีความหมายว่า “เงิน ทรัพย์สมบัติอันมีค่า ความรัก และอิสตรี” ถ้าเป็นรูปแบบด้านความรัก หมายถึง ความรักที่จำทนต้องอยู่ ต้องกล้ำกลืนฝืนทน หรือกินน้ำตาต่างข้าว ไม่จากเป็นก็จากตาย หรือ หอบเอาทรัพย์สินของเราไปให้กับคนอื่นเป็นต้น

ในขณะเดียวกัน หากดาวจันทร์(๒) มาพบกับพระเสาร์(๗) ก็มีแนวโน้มว่า จะเกิดการพลัดพรากจากสิ่งที่รัก หรือทรัพย์สินสูญหาย โหราจารย์สมัยก่อนมีคำกล่าวว่า “พระจันทร์(๒)กับพระเสาร์(๗) คู่พลัดพราก จะตกยากเสียทรัพย์ ลูกเมียหนี” ดังนั้นถ้ามองตามสถิติ เราก็จะพบว่า ทุกครั้งที่พระเสาร์(๗) กับพระจันทร์(๒) ทำมุมกัน ในลักษณะ กุม/ทับ(ร่วมราศี เดียวกัน) เล็ง(ตรงกันข้าม) ตรีโกณ (สามเหลี่ยม)จตุโกณ  มุมปลายหอก มักจะมีเรื่องทุกข์ใจ เศร้าใจ หรือ การสูญเสียเกิดขึ้นอย่างเนืองๆ

ยกตัวอย่างเช่น มีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจ เสียทรัพย์ ซึมเศร้า เบื่อหน่าย เกิดอารมณ์เหงา ย้ำคิดย้ำทำ  อยากทำร้ายตัวเอง เป็นต้น

พระเสาร์(๗) เมื่อเจอพระอังคาร(๓) โบราณว่า  “เสาโรโคจรลี ถึงราศีที่ภุมมาร โปริสารทอยู่ไพรสาณ ขวากประหารลำบากกาย มูลนายโจรทำร้าย กายาเป็นมากหลาย สินทรัพย์จะเสียหาย เกรงภัยร้ายทั้งอัคคี”

เมื่อดาวสองดวงนี้โคจรเข้ามาใกล้กัน จะทำให้มีปัญหาปากเสียง เลือดตกยางออก ต้องถูกผ่าตัด เข้าโรงพยาบาลกระทันหัน มีอุบัติภัยร้ายแรง  กระดูกแตก หรือให้ระวังอัคคีภัย ภัยจากความร้อน แก๊สหุงต้มระเบิด เป็นต้น เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ พระเสาร์(๗)เป็นธาตุไฟประเภทไฟสุมขอน ค่อยๆลุกไหม้เผาผลาญ เมื่อมาเจอดาวอังคาร(๓)ซึ่งเป็นธาตุลมกรด คือ ลมที่กรรโชกแรง จึงส่งผลให้เชื้อไฟนั้นลุกลาม เผาไหม้ทุกสิ่งทุกอย่างให้มอดไหม้เป็นจุณในพริบตา ถ้าเป็นสภาวะบุคคล เมื่อดาวคู่นี้ส่งผล ทำให้กลายเป็นคนบ้าเลือด ไม่กลัวใคร ปากกล้า โผงผาง เอะอะโวยวาย มุทะลุดุดัน โมโหร้าย

อาการเช่นนี้จึงส่งผลให้บุคคลผู้นั้น กลายเป็นที่ไม่ต้องการของสังคม คือ ทำตัวเกเร กลายเป็นอันธพาลเป็นต้น ดังนั้นจึงพบว่า เมื่อดาวคู่นี้มาเจอกัน มักมีข่าวตีรันฟันแทงกันบ่อยๆ หรือลอบยิงกันบ้างก็มี

ระยะนี้ถ้ามองดูดวงเมือง ดาวอังคาร(๓)สถิตในราศีมิถุน ที่มุม  7 องศา ในขณะที่ดาวเสาร์(๗)ก็เพิ่งย้ายราศีมาสถิตในราศีสิงห์ ในมุมประมาณ 6 องศาไม่นานนัก ทำมุมโยคหน้ากับดาวอังคาร ดังนั้นจึงพบว่า พักหลังๆมานี้มีข่าวเยาวชนตีรันฟันแทงเข่นฆ่ากันเหมือนผักเหมือนปลา ก่อนหน้านี้เด็กวัยรุ่นลูกคนดัง เอาน้ำร้อนสาดใส่หน้านักศึกษาสาวสถาบันหนึ่งจนหวิดเสียโฉม เรื่องราวยังเป็นความอยู่ไม่ทันไร

วัยรุ่นอยุธยาก่อคดีสะเทือนขวัญ ข่มขืนแฟนสาวซึ่งเป็นคนรักเก่าแล้วฆ่าทิ้ง ไม่นานมานี้ วันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ลำพูน นักเรียน ม.4 ซึ่งเป็นนักเรียนหญิงรุ่นพี่ ยกพวกทำร้ายนักเรียนหญิงรุ่นน้องม. 2 จำนวน 4 คน ในสถาบันเดียวกันถึงห้องเรียน แล้วถ่ายคลิบวิดีโอไว้ แล้วนำออกมาประจาน  ล่าสุดเป็นเรื่องราวใหญ่โต ถึงขนาดร้องถึง รมต.ศึกษาฯเพิ่อให้เอาผิดให้ได้ เพราะถูกนักเรียนรุ่นพี่ข่มขู่  นี่บ้านเมืองเราเป็นอะไรไปกันหมดแล้ว

มาดูดาวที่เป็นตัวชนวนก่อเหตุสัมพันธ์กับดวงเมือง ระยะนี้ (ระหว่างวันที่ 19 ก.ย. -21ก.ย. เวลา 21.19 น.)พระจันทร์(๒)สถิตในราศีธนู ซึ่งเป็นราศีปลายธาตุไฟ ตามกฎทางโหราศาสตร์ถือว่า แรงของพระเสาร์นั้น มีแรงเอื้อมส่งกระแสจากดาวเสาร์(๗)เองไปยังดาวที่อยู่ในเรือนที่ 4 และเรือนที่ 8 ได้

เมื่อพิจารณาดาวแล้วปรากฏว่า พระอังคาร(๓)ในราศีมิถุนเล็งพระจันทร์(๒)ซึ่งอยู่ในราศีธนู และมีดาวเสาร์(๗)ทำมุมปลายหอกพอดี จึงเกิดเรื่องราวไม่ดีขึ้น ถ้าเอาดวงเมืองมาพิจารณาจะพบว่า พระจันทร์(๒)จรนั้นทับดาวพฤหัสบดี(๕) และดาวเสาร์(๗)ในพื้นดวงเดิมของดวงเมืองอีกด้วย ซึ่งราศีธนูเป็นเรือนที่ ๙ ของดวงเมือง หรือ เรือนศุภะ อันเป็นเรือนที่เกี่ยวกับเนื่องกับการพระศาสนา และสถานศึกษา โรงเรียน

พระจันทร์(๒)เป็นตัวแทนของกลุ่มเยาวชน ในเมื่อจันทร์ทับพระเสาร์เดิมจึงมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น จันทร์(๒)ทับดาวพฤหัสบดี(๕)โบราณว่ามักจะเกิดเรื่องไม่ดีไม่งามเกี่ยวกับ ชู้สาว (พระจันทร์และพฤหัสปั้นตัวหาผัวเมีย มิได้เสียขันหมากหมั้น เช่นนั้นจึงทำให้ นักเรียน นักศึกษาที่เป็นอิสตรีเพศมีเรื่องตบตี แย่งผู้ชาย หรือเกิดเรื่องชิงรักหักสวาทอันเกี่ยวเนื่องกับความรักในวัยเรียนขึ้น

พระเสาร์(๗)เมื่อมาเจอพระพฤหัสบดี(๕)จะทับ หรือกุม เล็ง หรือ ตรีโกณ โบราณจารย์ท่านว่า จะได้เดินทาง มีการโยกย้ายที่อยู่ จะจากบุตร หรือ คนรัก มีคดีความ ถูกผู้ใหญ่ตำหนิติเตียนเป็นต้น ในนิทานชาติเวรมีกล่าวไว้ถึงเหตุที่พระพฤหัสบดีไม่ถูกกับพระเสาร์ ความว่า “ ครั้งหนึ่งปฐมกาลนานมาแล้ว พระอาทิตย์ พระอังคาร พระพฤหัสบดี และพระเสาร์ เสวยชาติเป็นเทวะบุตร 4 องค์ ซึ่งเทวะบุตรทั้งสี่นั้นกอปรไปด้วยจิตอันเป็นกุศล คิดที่จะสร้างดิน และน้ำไว้ให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทั้งหลาย  เทวะบุตรทั้งสี่เห็นว่า การกุศลนี้หากนำไปบอกแก่พระราหูแล้ว สหายเราคงเห็นดีด้วย แต่การณ์กลับตรงกันข้าม พระราหูทัดทาน และไม่เห็นด้วยกับการครั้งนี้

เทวะบุตรทั้งสี่จีงโกรธ แต่ด้วยใจอันเป็นกุศลจึงประชุมกัน แล้วช่วยกันสร้างจนแล้วเสร็จ ในครั้งนั้นก็เกิดน้ำอมฤตขึ้น เทวะบุตรทั้งสี่จึงแบ่งหน้าที่กันรักษา พระพฤหัสบดี(๕)เสวยชาติเป็นพระอินทร์รักษาเขาพระสุเมรุราช พระอาทิตย์(๑)เสวยชาติเป็นพญาครุฑ รักษาเขาสัตตปริภัณฑ์ พระอังคาร(๓)เสวยชาติเป็นราชสีห์รักษาป่าหิมพานต์ พระเสาร์(๗)เสวยชาติเป็นพญานาครักษาพระมหาสมุทรทั้งสี่

ครั้นต่อมา วิบากกรรมก่อให้เกิดชาติเวรกันสืบไป พญาครุฑ(๑)เห็นพญานาค(๗) ก็ปรารถนาที่จะจับกิน จึงเข้ารุกโรมโหมตี พญานาคสู้ไม่ได้จึงหนีไปยังวิมานของพระราหู พระราหู(๘)เห็นสหายมีภัย จึงร้องตวาดพญาครุฑ และทำทีจะเข้าทำร้าย ครุฑ(๑)ตกใจกลัวบินหนีไปยังวิมานพระอินทร์(๕) ซึ่งพระราหูก็หาได้ตามพญาครุฑทันไม่ พระราหูไล่ตามพญาครุฑมาด้วยความเหนื่อยอ่อน กระหายน้ำ จึงตรงไปที่บ่อน้ำอมฤต พระอินทร์(๕)เห็นเข้าจึงพิโรธ แล้วตวาดด้วยเสียงอันดัง แล้วพระอินทร์(๕)จึงนำจักรเพชรออกมา ขว้างไปถูกกายพระราหูขาดเป็นสองท่อน แต่ด้วยอำนาจของน้ำอมฤต พระราหูไม่ตาย แล้วจึงดำรงกายหนีอันตรายไปได้พ้น

โบราณจารย์ท่านว่า ถ้าดาวเสาร์(๗)ทับดาว

การแก้ไขความร้ายกาจของฤทธิ์ดาวเสาร์(๗) มีวิธีการง่ายๆ ดังนี้ คือ พยายามอย่าเก็บตัว ออกมาเผชิญโลกภายนอกเสียบ้าง หากิจกรรมทำ (จะได้ไม่เบื่อ) ทำอะไรแบบเป็นขั้นเป็นตอน คิดให้เป็นระบบ ใช้สมองให้มากกว่าใช้กำลัง พยายามมองโลกในแง่ดี แก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆ ด้วยหลักเหตุและผล พยายามหายใจเข้าลึกๆเพื่อขจัดความโกรธ อยู่ในสถานที่รโหฐาน กว้างๆ ควรหลีกเลี่ยงการมองทะเลในช่วงยามเย็น(อารมณ์เหงาจะเกิดประสบมากับตัว) ขึ้นไปไหว้พระบรมสารีริกธาตุ ภูเขาทอง หรือไปดูหนังตลก ฟังเพลงแจ๊ส ปรับเปลี่ยนทรงผม เสื้อผ้า เครื่องประดับใหม่ ทำตัวให้รื่นเริงสดใส

ภายหลังจากที่ดาวเสาร์(๗)โคจรย้ายราศีไปสถิตในราศีสิงห์ เมื่อ 10 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งราศีสิงห์เป็นราศีกลางธาตุไฟ ประเภทสถิตราศี(มั่นคง) การที่ดาวเสาร์(๗)มาทับลัคนา ครั้งนี้จึงมีผลกระทบโดยตรงกับผู้ที่เกิดในราศีสิงห์ และ ราศีกุมภ์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตอย่างไรบ้าง คงจะต้องมาวิเคราะห์อย่างละเอียด และทำความเข้าใจดังนี้

ราศีสิงห์ มีดาวประจำราศี (เรือนเกษตร) คือบ้านของดาวเป็นดาวอาทิตย์(๑)ธาตุไฟกรด หากจะอธิบายให้ละเอียดเพื่อจะได้ทราบที่มาและที่ไปที่ชัดเจนก็คือ แต่โบราณนั้นเขาแบ่งดาวเกษตรประจำราศีเป็นแบบเรือนชะตาเดียว คือ กำหนดให้สุริยะเทพ หรือดาวอาทิตย์(๑)สถิตในราศีสิงห์ กำหนดให้เป็นช่วงเวลากลางวัน

หลังจากนั้นก็เรียงลำดับดาวพระเคราะห์ไล่ไป โดยเรียงตามระยะความห่างของดวงดาว โดยที่สังเกตได้จากบนท้องฟ้า โดยใช้ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ดังนี้

ราศีกันย์ กำหนดให้มีดาวเกษตรประจำราศีเป็นดาวพุธ(๔)

ราศีตุลย์ กำหนดให้มีดาวเกษตรประจำราศีเป็นดาวศุกร์(๖)

ราศีพิจิก กำหนดให้มีดาวเกษตรประจำราศีเป็นดาวอังคาร(๓)

ราศีธนู กำหนดให้มีดาวเกษตรประจำราศีเป็นดาวพฤหัสบดี(๕)

ราศีมังกร กำหนดให้มีดาวเกษตรประจำราศีเป็นดาวเสาร์(๗)

ราศีกรกฎ เป็น ราศีภาคกลางคืนมีพระจันทร์(๒)เป็นดาวประจำราศี

ครั้นต่อมา วิวัฒนาการด้านดาราศาสตร์ก้าวหน้า ประกอบกับเกิดปรัชญาต่างๆมากมาย เลยทำให้มีการจัดเรือนเกษตร หรือบ้านของดาวเพิ่มไปอีกกลายเป็นหลักการที่เรียกว่า “เรือนเกษตรสองหลัก” ดังนั้นจึงพบว่าการจัดเรือนเกษตรหรือ บ้านของดาวแบบโบราณนั้น ท่านให้พระเสาร์(๗) มีบ้านอีกหลังอยู่ที่ราศีกุมภ์ โดยให้เหตุผลว่า ดาวเสาร์(๗)เป็นดาวสังกัดธาตุไฟ ราศีกุมภ์เป็นราศีปลายธาตุลม ทำให้การเผาไหม้เป็นไปได้ด้วยดี อันเป็นผลมาจากแรงลม ดังนั้นโหราศาสตร์สมัยก่อนจึงให้พระเสาร์(๗)สถิตในราศีนี้

ราศีมีน โหราศาสตร์พระเคราะห์สองเรือนกำหนดให้ พระพฤหัสบดี(๕) ไปสถิตในราศีนี้ ทั้งๆที่ดาวพฤหัสบดี(๕)นั้นในทางโหราศาสตร์ถือว่าเป็นดาวธาตุดิน ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว ราศีมีนนั้น จัดอยู่ในราศีปลายธาตุน้ำ ทำให้ผู้เขียนนึกไปว่า เหตุที่โหราจารย์เมื่อหลายพันปีก่อนกำหนดให้ ดาวพฤหัสบดี(๕) เป็นดาวที่สถิตในราศีมีนด้วยนั้น ก็น่าจะมาจากสาเหตุที่  ที่ไหนมีแผ่นดิน ตรงนั้นก็ย่อมต้องมีน้ำ น้ำเกิดได้เพราะมีต้นไม้ หรือมีป่าไม้นั่นเอง

ราศีเมษกำหนด ให้ดาวอังคาร(๓) เป็นเกษตรในราศีนี้ก็เพราะว่า ดาวอังคารมีธาตุประจำตัวเป็นธาตุลม เมื่ออยู่ในราศีธาตุไฟ อันเป็นราศีต้นธาตุไฟเช่นราศีเมษจึงทำให้ไฟนั้นลุกไหม้ได้เป็นอย่างดี เฉกเช่นการทำสงครามที่ต้องไฟในการทำลายล้าง ค่ายคูประตูหอรบ ใช้ไฟเผาผลาญจึงจะมีชัย

ราศีพฤษภ กำหนดให้มีดาวเกษตรประจำราศีในระบบเกษตรสองเรือน เป็นดาวศุกร์(๖) โดยให้เหตุผลว่า ดาวศุกร์นั้นมีธาตุประจำตัวเป็นธาตุน้ำฝน ดังนั้นเมื่อไปสถิตในราศีธาตุดินกลางธาตุดินเช่นราศีพฤษภ เปรียบได้กับการที่เมื่อฝนตกลงมาบนแผ่นดิน ผืนดินก็จะอุ้มน้ำเอาไว้ เมื่อขุดลงไปในดินก็จะพบน้ำ เป็นต้น

ราศีมิถุน กำหนดให้ดาวเกษตรประจำราศีในระบบเกษตรสองเรือน เป็นดาวพุธ(๔) โดยให้เหตุผลว่า ดาวพุธ(๔)มีธาตุประจำตัวเป็นธาตุลม ทำให้แคล่วคล่อง ไปไหนมาไหนรวดเร็ว เช่นนั้นเมื่อได้อยู่ในราศีมิถุน ซึ่งเป็นราศีกลางธาตุลม  จึงถือว่าถูกธาตุกัน

เป็นอันว่า การจัดเรือนเกษตร หรือบ้านของดาวแบบโบราณนั้น เหตุเกิดมาจากการจัดวิมานให้กับเทพเจ้าสถิตบนท้องฟ้า โดยมีการจัดระบบเรื่องธาตุประจำราศีเข้ามาช่วย ประกอบกับนำหลักลัทธิความเชื่อสมัยโบราณมาใช้ โดยจัดลำดับความสำคัญของเทพเจ้า ซึ่งถือว่า สุริยะเทพ คือเทพสูงสุด รองลงมาก็จะเป็นพระจันทร์(เทพแห่งการล่าสัตว์ และมารดาของโลก) เทพแห่งสงคราม(พระอังคาร) เทพแห่งการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว(พระเสาร์) เทพแห่งปัญญา (พระพฤหัสบดี) เทพแห่งความรัก(พระศุกร์)  เทพแห่งการสื่อสาร และการค้า (พระพุธ)เป็นต้น

เมื่อดาวเสาร์(๗)โคจรมาทับในราศีนี้ จะทำให้ดวงชะตามีพลังที่เข็มแข็งมากขึ้น โหราจารย์สมัยก่อนท่านถือว่า ดาวอาทิตย์(๑)และดาวเสาร์(๗) ดาวคู่นี้เป็นดาวคู่ธาตุไฟ ส่งผลให้ชะตาชีวิตมีความรุ่งโรจน์ประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ในแง่อารมณ์นั้น กลับจะทำให้หงุดหงิดง่าย โบราณสรรเสริญดาวคู่ธาตุว่า จะทำให้ชีวิตมีความก้าวหน้ามั่นคง เปรียบได้กับคนที่เก่งด้านเดียว ย่อมจะมีจุดมุ่งหมายที่จะกระทำสิ่งที่มุ่งหวังหรือที่ตั้งใจไว้ให้สำเร็จ ดังนั้นดาวคู่นี้จึงส่งผลให้กลายเป็นคนที่ย้ำคิดย้ำทำ มีทิฐิแรง ส่งผลให้กลายเป็นคนที่มีอารมณ์รุนแรง ทั้งด้านความคิด การกระทำ และการพูด ภายหลังจากที่ดาวเสาร์(๗)ย้ายราศีเข้าราศีสิงห์แล้ว ผู้เขียนเชื่อว่า จะทำให้คุณที่เกิดในราศีนี้ มีความละเอียดรอบคอบมากขึ้น ทั้งด้านความคิด การกระทำ และคำพูดอาจจะมีความระมัดระวังมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา สิ่งที่ชาวราศีนี้ควรกระทำก็คือ ลดทิฐิ และความมีอคติส่วนตัว ต้องควบคุมอย่าให้มากจนเกินควร

ดาวอาทิตย์(๑)สถิตในราศีสิงห์ อยู่ในบ้านตนเอง

วิถีชีวิตโดยทั่วไปของชาวราศีนี้ มีแนวโน้มว่าต่อแต่นี้ไป หลังจากที่ดาวเสาร์(๗)เริ่มทับลัคนาจุดเวลาเกิดแล้ว ชีวิตของคุณจะค่อยๆมีความมั่นคงขึ้นตามลำดับ แต่สิ่งหนึ่งที่จะลืมเสียไม่ได้ก็คือ คุณจะต้องอดทนรอคอยสิ่งต่างๆ ที่ดูเสมือนว่าจะได้มาแบบช้าๆไม่ทันใจ ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า นับจากนี้ไป ท่านที่เกิดในราศีนี้คงกำลังวางแผนระยะยาวให้กับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน หรือริเริ่มทำธุรกิจส่วนตัว อาจกำลังมองหาสถานที่จะใช้ประกอบกิจการ หรือมีการขยายในเรื่องกิจการต่อยอดธุรกิจ แน่นอนว่าทุกสิ่งที่คุณกำลังคิดจะกระทำต่อไปข้างหน้า เต็มไปด้วยสภาวะที่สุ่มเสี่ยงทั้งสิ้น ดังนั้นจึงสมควรที่จะต้องกำหนดเป้าหมายในชีวิตให้ชัดเจนแน่นอน

โบราณว่า ดาวเสาร์(๗)ทับลัคนา(จุดเวลากำเนิด)ของใครแล้ว ชะตาชีวิตมักหดหู่ ตกต่ำ เสมือนว่าเป็นคนติดตาราง เดินในที่มืดๆ ไร้จุดหมาย มีแต่เรื่องเศร้าเคล้าน้ำตาเนืองๆ ดังนั้นจึงพากันแก้เคล็ดสะเดาะเคราะห์ด้วยการ ปล่อยชีวิตโค กระบือ หรือทำการปล่อยทั้งชีวิตสัตว์สี่เท้า และ สองเท้า ล้างห้องน้ำ ขุดลอกคูคลอง ท่อระบายน้ำ ปลูกต้นไม้ให้วัด ถวายยารักษาโรคแก่คนป่วย หรือ สงฆ์อาพาธ เป็นต้น และมักจะนิยมบูชาพระเสาร์ หรือ พระปางนาคปรก เป็นต้น นี่คือสิ่งง่ายๆที่วิชาโหราศาสตร์โบราณท่านได้บัญญัติไว้ในตำราโหราศาสตร์โบราณ ทั้งที่เป็นตำราพรหมชาติ หรือ ตำราเลขเจ็ดตัว ด้วยสมมุติเอาว่า พระเสาร์(๗) คือ ตัวแทนของความทุกข์ยาก ลำบาก การเจ็บป่วยที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือ จากสภาวะจิตใจที่เศร้าหมอง

สำหรับผู้เขียน มีพุทธมนต์บทสั้นๆ ที่ให้สำหรับท่านที่กำลังได้รับอิทธิพลฤทธิ์เดชของดาวเสาร์(๗)ซึ่งส่งผลร้าย ในขณะนี้ ตั้งนโม ๓ จบ แล้วภาวนามนต์บทนี้ 10 ครั้ง ท่องทุกวันอังคาร วันเสาร์ (ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ) หรือ มนต์บทนี้ ซึ่งอยู่ในบทพุทธคุณอิติปิโส 108

ภะ           ภะ วา ภะ เว สุ ละ ภัน โต                  ภะ วา ภะ เว สุ กุ สะ โล                    

                ภะ วา ภะ เว สุ เฉ กัม ปิ                      เวส สะ ภุญ จะ นะ มา มิ หัง

มนต์บทนี้ โบราณว่า ท่องบ่นไว้ ช่วยป้องกัน โรคภัยไข้เจ็บ  หากมีศัตรูคิดมุ่งร้าย จะพ่ายแพ้แก่เรา

สัม          สัง ขะ ตา สัง ขะ เต ธัม เม                  สัม มา เท เส สิ ปา ณิณัง

                สัง สา รัง สัง วิ ฆา เฏ ติ                      สะ สัม พุท ธัง นะ มา มิ หัง

มนต์บทนี้โบราณว่า ท่องบ่นไว้ จะปลอดภัยจากสตราวุธ เวลาถูกศัตรูทำร้าย เราจะมีชัย

สัม          สัญ จะ ยัง ปา ระ มิง สัม มา                               สัญ จิต ตวา สุ ขะ มัต ตะ โน

                สัง ขา รา ณัง ขะ ยัง กัต ตวา                              สัญ ตะ คา มิง นะ มา มิ หัง

มนต์บทนี้โบราณว่า ท่องบ่นไว้ จะปลอดภัยจากโรคาพยาธิทั้งสิ้น เสกยากินหายป่วยแล

วิ             วิ วิจ เจ วะ อะ สัท ธัม มา                    วิ จิ ตวา ธัม มะ เท สะ นัง

                วิ เว เก ฐิ ตะ จิต โต โย                        วิ ทิ ตัน ตัง นะ มา มิ หัง

มนต์บทนี้โบราณเรียกว่า”มนต์นกการะเวก” ท่องบ่นไว้             เจรจากับผู้ใดย่อมมีเสน่ห์ ศัตรูผู้คิดมุ่งร้ายจะแพ้พ่ายไป

สะ           สัม ปัน โน วะ ระ สี เล นะ                                สะ มา ธิ ปะ วะ โร ชิ โน

                สะ ยัม ภู ญาณ ะ สัม ปัน โน                              สัณ หะ วา จัง นะ มา มิ หัง

มนต์บทนี้ โบราณว่า เทวดาจะลงมาคุ้มครองรักษา ปราศจากเรื่องทุกข์ใจ มีความสุขตลอดกาล

                               

เท            เทน โต โย สัค คะ นิพ พา นัง                           เท วะ มะ นุส สะ ปา ณิ นัง

                เทน ตัง ธัม มะ วะ รัง ทา นัง                             เท วะ เสฏ ฐัง นะ มา มิ หัง

มนต์บทนี้ โบราณว่า ใช้เสกธูปบูชาพระ จะมีบารมี ศรีสง่าเป็นที่เกรงขามยิ่ง        

ภะ           ภะ ยะ มา ปัน นะ สัต ตา นัง                             ภะ ยัง หา เป ติ นา ยะ โก

                ภะ เว สัพ เพ อะ ติก กัน โต                               ภะ ยะ สัน ตัง นะ มา มิ หัง

มนต์บทนี้ โบราณว่า ทำให้ปราศจากคมอาวุธทั้งปวง เมื่อเข้าที่คับขัน สวดสิบเก้าหน ศัตรูใจอ่อนมิกล้าทำอันตรายแล การสวดนั้น เราจะสวดมนต์บทนี้แบบสั้นๆ ก็แค่ 10 จบก็ได้ บทสั้นๆว่าดังนี้ (ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ) ส่วนการสวดในบทยาวนั้น ก็สามารถเลือกสวดเป็นท่อนๆได้ ท่อนละ ๓ จบก็พบ แล้วตั้งจิตอธิษฐานเอา

ไหนๆหยิบเรื่องพระเสาร์ขึ้นมาคุยแล้ว ก็ขอคุยให้สุดๆไปเลยก็แล้วกัน ตรงนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับดวงมากเท่าใด แต่กลับไปเกี่ยวกับฤกษ์กระทำการต่างๆ ขอเริ่มที่ความเชื่อเรื่องเสาร์ห้า ก่อน ผู้เขียนถูกถามบ่อยๆว่า เหตุใดคนสมัยก่อนจึงเชื่อว่าวันเสาร์ห้านั้นเป็นวันดีในการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง คำตอบง่ายมากๆก็คือ มองในแง่ดาวก่อนเป็นปฐม ดาวเสาร์(๗)นั้นมีธาตุประจำตัวเป็นธาตุไฟเชิงตะกอน หรือ ไฟสุมขอน กำลังดาวนั้นมากกว่าดาวดวงใดๆในประเภทดาวบาปเคราะห์ทั้งหมด ซึ่งดาวประเภทบาปเคราะห์นั้น แต่โบราณถือว่า ดาวอังคาร(๓) มีกำลังดาวที่สร้างจากกระบือ ๘ตัว ต่อมาคือ ดาวเสาร์(๗) มีกำลังดาวที่สร้างจากเสือ ๑๐ตัว ทั้งยังเป็นประธานของดาวฝ่ายบาปเคราะห์และ ดาวอาทิตย์(๑)มีกำลังดาวที่สร้างจากราชสีห์ ๖ ตัว นี่คือ กลุ่มดาวประเภทบาปเคราะห์ และต่อมาก็มีการเพิ่มดาวขึ้นมาอีก คือ ดาวราหู(๘)มีกำลังดาวที่สร้างขึ้นจากผีโขมด๑๒ตัว เพิ่มดาวมฤตยู(๐) และดาวเกตุ(๙)ขึ้นมาอีก

ขณะเดียวกันดาวศุภเคราะห์ หรือ ดาวให้คุณก็มี ดาวจันทร์(๒) กำลังดาวที่สร้างจากนางฟ้า๑๕นาง ดาวพุธ(๔)กำลังดาวที่สร้างจากช้าง๑๗เชือก ดาวศุกร์(๖)กำลังดาวที่สร้างจากโคอุศุภราช ๒๑ ตัว และดาวพฤหัสบดี(๕)ที่มีกำลังดาวที่สร้างจากฤาษี ๑๙ ตนทั้งยังเป็นประธานของดาวศุภเคราะห์ ลองคิดดูว่า การโคจรของดาวทั้งสองนั้น ถ้านับตามบุราณ ดาวพฤหัสบดี(๕) โคจรสถิตประจำในราศีหนึ่งๆกินเวลา 1 ปี ส่วนดาวเสาร์(๗)นั้นโคจรสถิตในราศีหนึ่งกินเวลา 2 ปี 6 เดือน(สองปีครึ่ง) ดังนั้นในเมื่อประธานของดาวศุภเคราะห์และดาวบาปเคราะห์ เมื่อโคจรมาเจอกัน จึงทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต

เช่นนั้นวันที่เรียกว่าเป็นวันเสาร์ห้าจึงดีเพราะ ธาตุที่มาสัมพันธ์ต่อกันของดาวทั้งสองมีผลที่ยิ่งใหญ่ ดาวพฤหัสบดี(๕) ธาตุประจำตัวคือ ธาตุดิน ดาวเสาร์(๗)ธาตุประจำตัวคือ ธาตุไฟ สองธาตุนี้ในหลักการธรรมชาติ ถือได้ว่าเป็นธาตุที่เกื้อหนุนต่อกัน เช่นนั้นโบราณจึงเลือกวันนี้ เป็นวันสำหรับการจารอักขระคาถาบนเครื่องรางของขลังที่ทำด้วยเนื้อดินทุกชนิด หรือใช้ในการกระทำพิธีล้างอาถรรพ์ต่างๆ เป็นต้น โบราณถือว่าวันเสาร์ห้าที่ถูกต้องตามหลักการ ก็คือ ต้องเป็นวันเสาร์ จะขึ้นห้าค่ำหรือแรมห้าค่ำก็ได้ และที่สำคัญต้องเป็นเดือนห้า เดือนอื่นๆไม่ค่อยนิยมกัน แต่ที่โบราณถือว่าถ้าเป็นข้างขึ้นจะได้รับผลดีมากว่าข้างแรม ทำไมต้องเป็นเดือนห้า เหตุก็เพราะว่า ในเดือนนี้ก็เพราะเป็นช่วงที่ ดาวอาทิตย์(๑)กำลังจะโคจรเข้าสถิตในราศีเมษ หรือ ราศีธาตุไฟ(เตโชธาตุ)นั่นเอง และยังเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนในเรื่องฤดูกาลอีกด้วย

วันที่เป็นเสาร์ห้าของปีนี้(พ.ศ.2550) ตรงกับวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา และจะเป็นวันเสาร์ห้าอีกครั้งในวันที่ 20 มี.ค. 2553

ความเชื่อต่อมาก็คือ วันเสาร์ขึ้น หรือ แรม ๑๕ ค่ำ โบราณว่าเป็นวันมหาสิทธิโชค โคลงโบราณนั้นว่า สิบสี่ทวาทศทั้ง สุริย์จันทร์ ภุมเมศสิบสามสรรพ์ เลิศล้วน พุธสี่เจ็ดชีวัน ศุกร์สิบ เสาร์สิบห้าสิทธิถ้วน เที่ยงแท้มหาวัน”

โบราณถือกันนักว่า วันเสาร์ห้ามกระทำการมงคลใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน เปิดร้าน หรือ บริษัท รวมถึงการกระทำการรื่นเริงมหรสพต่างๆ ด้วยเหตุผลก็คือ พระเสาร์เป็นเจ้าแห่งความทุกข์ ดังนั้นไม่ควรกระทำการรื่นเริง ข้อนี้จึงกลายเป็นปมด้อยของคนที่เกิดวันเสาร์ไปว่าตลอดชีวิตของตนเหมือนคนมีกรรม ทำอะไรก็ไม่มีดี มีแต่เรื่องร้ายๆ

                ภาพรวมดวงชะตาของท่านที่ได้รับอิทธิพลจากดาวเสาร์(๗)ที่สถิตในราศีสิงห์ แน่นอนต้องขอเริ่มที่ท่านเกิดในราศีสิงห์ก่อนเป็นอันดับแรก เป็นที่สังเกตว่าภายหลังจากที่พระเสาร์ เข้าสถิตในราศีสิงห์เมื่อ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ภาพรวมในชีวิตของท่านที่เกิดในราศีสิงห์เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

                ประการแรก การที่ดาวเสาร์(๗) โคจรทับลัคนานั้น ส่งผลให้คุณจะเริ่มเบื่อหน่ายกับความเป็นไปในชีวิ แน่นอนว่า หลังจากนี้เป็นต้นไป คุณจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงอื่นๆตามมา เช่น เริ่มจะหงุดหงิดง่าย มีอาการซึมเศร้า โมโหร้าย มุทะลุ ซึ่งแน่นอนว่าไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ดังนั้นท่านที่เกิดในราศีสิงห์จะต้องระมัดระวังตัวของคุณให้มากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหุนหันพลันแล่น หรือ หงุดหงิดง่ายของคุณ อันเป็นผลทำให้ชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ แน่นอนว่า

 ท่านที่เกิดในราศีสิงห์ มีแนวโน้มว่าอยากจะเปลี่ยนงาน เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับสภาพความเป็นไปในปัจจุบัน สิ่งที่อยากเตือนคือ คุณต้องไตร่ตรองให้มากๆ มิเช่นนั้นตั้งแต่ 10 ส.ค. 50 ถึง 30 ก.ย. 52 คุณมีแนวโน้มจะตกงานค่อนข้างสูง และแน่นอนว่า หากคุณตกงานและไม่มีงานทำ ปัญหาเรื่องความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ การเงิน และชีวิตครอบครัว ก็จะต้องรวนตาม

ท่านที่เกิดในราศีสิงห์ที่ผ่านมา ถือว่า โชคดีที่หลัง 29 ก.ย. 49 ดาวราหู(๘) ย้ายมาเล็งดวงชะตาของท่าน จึงทำให้ในตอนนี้ กลายเป็นว่า คุณจะทำอะไรก็ได้รับความช่วยเหลือแทบทุกด้าน เพราะดาวเสาร์(๗) กับดาวราหู(๘) ต่างเป็นมิตรกัน แต่เมื่อดาวราหูย้ายออกจากราศีกุมภ์ ในวันที่ 17 เมย.ของปี 2551 แล้วท่านก็จะต้องกลับมาหนักอีก เหมือนเมื่อครั้งที่ ดาวมฤตยู(๐) ย้ายจากราศีมังกร มาสถิตในราศีกุมภ์ เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2545

สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะแนะนำก็คือ ท่านที่เกิดราศีสิงห์ หรือมีลัคนาจุดกำเนิดอยู่ที่ราศีสิงห์ จากนี้มีข้อจดจำหลายประการคือ ต้องพยายามอย่าอยู่คนเดียวลำพังเวลาที่เกิดวิกฤติปัญหาหนักๆ เชื่อว่าที่ผ่านมาตั้งแต่ตั้งแต่ดาวอังคาร(๓)สถิตในราศีพฤษภ ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. ถึง 14 ก.ย. ที่ผ่านมา คุณคงมีปัญหาเรื่องงานค่อนข้างหนัก ทั้งเครียด ทั้งกดดัน นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณนั้นอยากที่จะเปลี่ยนงาน ภายหลังจากที่ดาวพฤหัสบดี(๕) เข้าสถิตในราศีธนู ดาวเสาร์(๗) และดาวพฤหัสบดี(๕) จะอยู่ในมุมที่ขนานกัน ตั้งแต่วันที่  16 พ.ย.50เป็นต้นไป เชื่อได้ว่าคุณจะต้องมีโปรเจกต์หรือโครงการใหม่ๆที่อยากจะทำเป็นของตนเอง อยากเปิดร้าน หรือ มีกิจการเล็กๆเป็นของตนเอง

สิ่งที่ควรกระทำก็คือ สำหรับท่านที่ตัดสินใจยื่นใบลาออกจากงานมาทำธุรกิจของตนเองแล้วนั้น นับจากนี้ไปคงต้องอดทนเพื่อให้ก้าวไปจนถึงจุดหมายที่วาดหวังเอาไว้ การลงทุนหรือทำธุรกิจก็ไม่ควรโลภจับหลายทางจนเกินไป ให้แน่ใจเสียก่อนจึงจะค่อยลงมือ ในกรณีที่ต้องมีการจ้างวานลูกจ้าง หรือ มีบริวารให้ทำใจไว้เสียก่อนว่า เขามิใช่ญาติเรา ดังนั้นจะใช้ไหว้วานอะไรเขาก็ควรจะพูดด้วยเหตุด้วยผล อย่าใช้อารมณ์  มีสติเสียให้มาก คิดก่อนพูด มิเช่นนั้นท่านจะประสบปัญหาลูกน้องอยู่ไม่ทน

ส่วนในเรื่องของการสร้างหนี้สินขนาดใหญ่ เช่นจะซื้อตึกสำหรับประกอบกิจการ หรือเพื่อเก็งกำไรควรจะรีบทำก่อน 15พ.ย.นี้ ถ้าจำเป็นต้องขอกู้ คงต้องหันมามองศักยภาพของตนเองก่อน ทางที่ดีควรยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงจะดีกว่า

ท่านที่เกิดในราศีกุมภ์ อันเป็นราศีตรงกันข้ามกับดาวเสาร์(๗)ที่สถิตราศีสิงห์ ท่านก็ได้รับผลกระทบมิใช่น้อยเช่นกัน ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของท่านมีมาโดยตลอดตั้งแต่ 26 พ.ย. 45เป็นต้นมา จงถามตนเองว่าหาจุดยืนของตนเองได้แล้วหรือยัง ที่ผ่านมา ราศีของคุณเจอเรื่องหนักๆมาโดยตลอด  และตั้งแต่ 10 ส.ค. 50 ถึง  30 ก.ย..52 สิ่งที่ท่านต้องระมัดระวังมากที่สุดก็คือ เรื่องของสุขภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตคู่ ชีวิตุมครอบครัว

ในรายที่สละโสด แต่งงาน และเลิกรากันไปไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่ แต่ในรายที่มีครอบครัวอยู่ แต่นับวันยิ่งมึนตึงนี่สิหนักกว่ามาก  ตอนนี้คุณรู้สึกหรือไม่ว่าคุณเริ่มมีความคิดแปลกๆ บางครั้งก็สับสนในตนเองว่าคนที่คุณรักอยู่ในปัจจุบันยังรักคุณอยู่หรือไม่  แน่นอนว่าท่านที่เกิดในราศีกุมภ์ หรือมีลัคนาเกิดในราศีกุมภ์นั้น ที่ผ่านมาหลังจากวันที่ 29 ก.ย.50 ส่วนใหญ่จะเริ่มมีกิ๊ก หรือกำลังคบกิ๊กอยู่ ถ้ามีควรเลิกซะ เพราะมิเช่นนั้นคุณก็อาจจะต้องเสียคนที่คุณรักไปตลอดกาลก็เป็นได้

ที่ผ่านมา หากใครได้ติดตามข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์มาตลอดจะพบว่า ตอนนี้ปัญหากิ๊กกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติไปแล้ว มีเรื่องหึงหวง ตบตี ไล่ล่า ฆ่าฟันไม่เว้นแต่ละวัน แถมยังมีการเสียชีวิตแบบพิสดารๆเสียอีก เหตุนี้เกิดจากฤทธิ์ของดาวราหู(๘) คือ ฤทธิ์รัก บวกกับแรงหึง ดังนั้นท่านที่เกิดในราศีกุมภ์คงต้องใส่ใจคน.ในครอบครัวให้มากๆ และเชื่อว่าที่ผ่านมา มีบ้านแตกไปแล้วหลายหลัง ยกตัวอย่างช่วงเวลาที่ใกล้ที่สุดง่ายๆ คือตั้งแต่17มิ.ย.ที่ผ่านมา หน้าหนังสือพิมพ์มีข่าวพิษรักแรงหึง ฆ่ากันตายตลอดไม่หยุด หากคุณไม่หยุดมีกิ๊กในช่วงนี้รับรองว่านรกมีจริงชาตินี้แน่นอน ถ้าโชคดีลากผ่านไปได้จนถึง 2มี.ค. 52 ก็จะพ้นเคราะห์

อีกเรื่องที่อยากเตือนก็คือ การค้ำประกัน หรือการเซ็นต์สัญญาต่างๆต้องมีความรอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ดาวพฤหัสบดี(๕) ย้ายราศีไปสถิตในราศีกุมภ์ ในวันที่ 20 เมย.52เป็นต้นไป ช่วงนั้นถือว่าค่อนข้างหนัก ทางที่ดีถ้าไม่มั่นใจ หรือไม่รู้จักกันจริงก็อย่าเซ็นต์ค้ำประกันให้ดีที่สุด

ส่วนเรื่องสุขภาพของท่านที่เกิดในราศีกุมภ์ยังถือว่าต้องระวังอยู่มากทีเดียว ทางที่ดีควรพักผ่อนเสียบ้างทำร่างกายให้แข็งแรง ดั่งคำสุภาษิตที่ว่า “ความไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐ”

ราศีต่อมาคือ ราศีธนู ซึ่งเป็นราศีสุดท้ายที่อยากจะเตือน ท่านได้รับแรงจากดาวเสาร์(๗)ในมุมขนาน ซึ่งจะส่งผลให้ท่านนั้นมีปัญหาเรื่องสุขภาพ และความยุ่งยากมากพอสมควร การทำมุมของดาวเสาร์ครั้งนี้ สถิตในราศีที่ ๙ คือ เรือนศุภะ แน่นอนว่าจะส่งผลดีให้ท่านนั้น ได้เริ่มลดความร้อนแรงในการดำรงชีวิต คือ เริ่มจะใช้ชีวิตในทางที่ไม่ประมาทมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าท่านจะได้พบแห่งแก่นแท้ของสัจจธรรม หรือ เริ่มปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตบนทางที่เรียกว่า “ทางสายกลาง”

ภาพรวมชีวิตของท่านตั้งแต่นี้ไป คือ หลังจาก 15 พ.ย.เป็นต้นไป ชีวิตคุณเริ่มจะต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน และดำเนินทางของชีวิตนั้นด้วยความระมัดระวัง มิเช่นนั้นอาจจะมีเรื่องเสื่อมเสียติดตามมาได้ แน่นอนว่าหลายท่านเริ่มค้นพบชีวิตของตนเองว่า อยากที่จะอยู่อย่างสงบ ใช้ชีวิตแบบสมถะเรียบง่าย ไม่อยากวุ่นวาย ไม่อยากพบปะใคร แน่นอนว่าเป็นโอกาสดีที่ท่านจะใช้ชีวิตส่วนตัวไปกับการท่องเที่ยวในต่างแดน แน่นอนว่าเป้าหมายคงเป็นในเอเชีย ซึ่งเป็นดินแดนที่เคยรุ่งเรืองมากในอดีต เช่น อินเดีย เนปาล หรือ ธิเบต

สำหรับท่านที่ได้โอกาสเดินทางไปทำงานต่างประเทศแล้ว ก็ขอให้รีบตัดสินใจ และอยู่อย่างใช้ความอดทน รอจนกว่าดาวเสาร์(๗)จะย้ายราศีออกแล้วจึงค่อยเดินทางกลับ จะเป็นผลดีต่อตัวท่านเองไม่มากก็น้อย ขอเตือนว่าท่านที่เกิดในราศีธนู หรือมีลัคนาสถิตในราศีนี้ เมื่อเวลาจะคิดหรือจะทำอะไร หากมีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง อย่าถามใคร จงถามใจตนเองดู อย่าท้อ หรือละทิ้งหน้าที่กลางคัน เพราะทุกสิ่งอยู่ที่คุณกำหนด ดวงดาวทำหน้าที่เตือนให้คุณระมัดระวังเท่านั้น มิใช่บงการชีวิตคุณ

“จงใช้จังหวะการก้าวเดินของดวงดาวเพื่อการวางแผนชีวิต จงระวัง แต่อย่าระแวงเมื่อดาวร้ายส่งผล ทุกอย่างมีทางออก จงตั้งสติเมื่อดาวร้ายให้โทษ จงระวังเมื่อดาวร้ายส่งผล จงก้าวเดินต่อไปอย่างเป็นมั่นคง มีความเชื่อมั่นในตนเองให้มาก จงระวังความคิดและการกระทำเมื่อชีวิตกับประสบปัญหา จงเป็นผู้ฟังให้มาก จงอย่าอายเมื่อจะบอกใครว่าไม่รู้  จงอ่อนน้อมถ่อมตนเมื่ออยู่กับคนที่ยิ่งใหญ่เหนือเรา จงอย่ากลัวเมื่อต้องเผชิญกับความเลวร้ายของชีวิต  ขอให้ทุกท่านพ้นจากอำนาจดาวร้าย ก้าวต่อไปอย่างประสบความสำเร็จ”

สำหรับคุณผู้อ่านท่านใดที่สนใจอยากศึกษาวิชาโหราศาสตร์ไทยระบบแผนใหม่ โหงวเฮ้ง ไพ่ยิปซีกระแสจิต เลขศาสตร์ หรืออยากจะตรวจดูดวงชะตา ปรึกษาเรื่องฮวงจุ้ยบ้านอาคารสำนักงาน สามารถพบกับผู้เขียนได้ที่โรงแรมเดอะแกรนด์อยุธยา ถ.รัชดาตัดกับแยกสุทธิสาร ได้ทุกวันอังคาร ศุกร์ และเสาร์ เวลา 12.00-21.00 น. หรือฝากคำถามทางอีเมลล์ที่ Zodiacsigns888@hotmail.com

ติดตามผลงานด้านศาสตร์ฮวงจุ้ยได้ที่ นิตยสาร Masterpiece และนิตยสารกาแลคซี่กอล์ฟ

 




ถอดรหัสดวง(ซินแสทวิณัฐ)

คัมภีร์วิเคราะห์คนจากโหงวเฮ้ง ตอนที่ 1 article
บทความของอ.ทวิณัฐ คำพันธ์ ประจำเดือนกรกฎาคม 2550 article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
Best View 1024 x 768 pixels...... .......
ตำนานโหร ซ.ลาดพร้าว 122 (ซ.รามคำแหง 65,มหาดไทย) กรุงเทพฯ โทร.087-6885509
e-mail address : tamnanhol@tamnanhol.com

Number of online users in last 3 minutes